วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ติว IELTS เชียงใหม่รับรองผล6.5โดยติวเตอร์เกียรตินิยมทั้งไทยและต่างชาติ

ติวสอบ IELTS รับรองผล 6.5 Test Tutor พร้อมจะช่วยคุณก้าวข้ามทุกขีดจำกัด ที่คุณเคยมี ให้คุณ พูด ฟัง อ่าน เขียน พร้อมพิชิต IELTS ได้ในเวลาเพียงสั้นๆ

- ครอบคลุมทั้ง พูด ฟัง อ่าน เขียน เข้าใจได้ง่ายๆ 
- สอนโดย คณาจารย์ที่เชี่ยวชาญข้อสอบ IELTS โดยเฉพาะทั้งชาวไทยและต่างชาติ
- เทคนิควิชามาร การอ่านแบบข้ามคำ (skimming) เพื่อพิชิต reading 
- สรุป คำศัพท์ Ielts ที่ออกสอบบ่อย 
- Chit Chat ฝึกพูดระหว่างเรียน เพื่อเตรียมตัวสอบ
- สูตรลับ Essay ตรวจพร้อมรับคำแนะนำโดยอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ 
- แบบฝึกทบทวน ที่ทำขึ้นเพื่อคุณโดยเฉพาะ 
- รับรองผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นแน่นอน!!
ด้วยการสอนที่ครอบคลุมทั้ง พูด ฟัง อ่าน เขียน ทำให้คุณมั่นใจได้เลยว่า คุณจะกล้าพูดอย่างไร้ความ กดดัน และมั่นใจ แม้ในเวลาสั้นๆ หากคุณเรียนรู้และทำความเข้าใจกับเราได้อย่างเต็มที่ พ ไม่ต้องห่วงว่าคุณจะทำข้อสอบไม่ได้ หรือไม่ทัน เพราะผู้เชี่ยวชาญของเราจะคอยแนะนำ เทคนิคเพื่อ ทำให้คุณหมดกังวลและไม่กลัวข้อสอบ จนสามารถทำการสอบครั้งนี้ได้อย่างง่ายๆ โดยติวเตอร์ระดับเกียรตินิยมมืออาชีพ ทั้งไทยและต่างชาติ
สถานที่ตั้ง สาขา1โครงการบิสสิเนสปาร์ค กรีนพลัสมอลล์ 3 หลังบิ๊กซีเอกตร้า ใกล้มหาวิทยาลัยพายัพ เลขที่ 161/9 ม.4 ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จใเชียงใหม่ 50000 สาขา2 อาคารภุสรวงเพลส ใกล้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เบอร์โทรติดต่อ 052-009489, 085-0300735, 085-61544112 id line: all2060

ติวสอบ SAT I SAT IIเชียงใหม่โดยติวเตอร์ไทยและต่างชาติ

SAT คืออะไร SAT (Scholastic Assessment Tests) คือ การสอบมาตรฐานของเด็ก high school ในอเมริกา ซึ่งมี high school จำนวนมาก และมีมาตรฐานการเรียนการสอนตลอดจนการวัดผลแตกต่างกัน จึงมีการสอบเพื่อเปรียบเทียบความพร้อมและความสามารถที่แท้จริงของนักศึกษา แต่ละคน โดยไม่ใช้เกรดจากโรงเรียน เทียบได้กับการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยของประเทศไทย
 ข้อสอบ SAT มีเนื้อหาอะไร องค์กร College Board ได้ทำการพัฒนาข้อสอบ SAT มาตลอดโดยผลจากการวิจัยสรุปได้ว่านักศึกษามหาวิทยาลัยจะต้องเป็นคนที่มีทักษะการอ่าน การวิเคราะห์ และการเขียนที่ดีจึงจะประสบความสำเร็จในการเรียน องค์กร College Board เชื่อว่าข้อสอบเพียง 2 ส่วนก็สามารถวัดผลได้แล้ว (เวลาสมัครสอบ SAT เราจะได้สอบทั้งหมด) ซึ่งก็คือ Mathematics และ Reading & Writing สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทำข้อสอบ SAT นั้นหากตอบถูกจะได้คะแนนข้อละ 1 คะแนน (ไม่ว่าข้อนั้นจะยากหรือง่าย) แต่ถ้าตอบผิดจะถูกหักคะแนนข้อละ 0.25 คะแนน ด้วยเหตุนี้นักเรียนบางคนจึงเลือกไม่ตอบคำถามบางข้อหาก ไม่มั่นใจเพราะแม้จะไม่ได้คะแนน แต่ก็จะไม่ถูกหักคะแนนด้วย คะแนนในส่วนนี้เรียกว่า Raw Score ทั้งนี้คะแนนเต็มของข้อสอบ SAT ในแต่ละวิชาหรือที่เรียกว่า Scaled Score นั้นคือ 800 คะแนน (รวม 3 วิชาเท่ากับ 2,400 คะแนน) ทำให้หลายๆคนงงว่ามีคำถาม 50-60 ข้อแต่ทำไมคะแนนเต็ม 800 คะแนน คำตอบก็คือคะแนน Raw Score ที่ทำได้จะถูกนำไปแปลงค่าเป็นคะแนน Scaled Score เช่น หากทำคะแนน Raw Score วิชา Critical Reading ได้ 50 คะแนนจะได้ Scaled Score ประมาณ 600 คะแนน ล่าสุดในการสอบปี 2016 ตั้งแต่รอบสอบ March เป็นต้นไปจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบครั้งใหญ่ (ในไทยไม่มีรอบสอบนี้ แต่จะปรับในรอบถัดไปคือ May แทน) ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้ 1. ไม่มีการหักคะแนนข้อที่ทำผิดอีกต่อไป (ข่าวดีมาก!) 2. ในส่วน Critical Reading และ Writing จะถูกยุบรวมกันและใช้ชื่อว่า Reading & Writing 3. การสอบ Essay จะกลายเป็น Optional (ไม่บังคับสอบ) 4. การสอบ Reading & Writing จะไม่ถามศัพท์มากเหมือนแบบเดิม แต่จะใช้วิธีถามว่าคำศัพท์ที่ปรากฏในเรื่อง มีความหมายว่าอย่างไรได้บ้าง ดังนั้นแม้จะไม่รู้จักศัพท์คำนั้น แต่อาจเดาได้จากความหมายรวมที่ตีความได้จากประโยค 5. การสอบ Reading & Writing จะมีคำถามจาก Graph และ Chart ให้ตอบหลายข้อ 6. การสอบ Mathematics จะมี topic ที่เพิ่มมาจากเดิม 7. การสอบ Mathematics จะมีบางข้อที่ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขได้
 ควรเริ่มเรียน SAT เมื่อไร การสอบ SAT ไม่มีการกำหนดอายุผู้สอบและเก็บผลไว้ได้ถึง 2 ปี ดังนั้นนักเรียนหลายๆคนจึงเริ่มเตรียมตัวสอบ SAT ตั้งแต่อยู่ม. 4 (หรือประมาณ Grade/Year 10) เนื่องจากทำให้มีโอกาสสอบหลายรอบมากกว่า นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้คะแนนสูงมากกว่าคนที่เตรียมตัวช้า เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ SAT (1) SAT ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ Mathematics และ Reading and Writing (ในอดีตมี 3 ส่วนคือ Mathematics, Critical Reading และ Writing) (2) ในการคิดคะแนน เมื่อตอบถูกจะได้ 1 คะแนน แต่หากไม่ตอบหรือตอบผิดจะไม่ได้คะแนน แต่จะไม่มีการหักคะแนน (ต่างจากข้อสอบในอดีตที่หากตอบผิดจะมีการหักคะแนนด้วย) คะแนนในส่วนนี้เรียกว่า Raw Score โดยจะถูกนำไปแปลงค่าเป็น Scaled Score ต่อไป (คะแนนเต็มของ Scaled Score คือ 800 คะแนนในแต่ละส่วน) (3) ข้อสอบ Mathematics มี 58 ข้อ (20 ข้อห้ามใช้เครื่องคิดเลข ส่วนอีก 38 ข้อสามารถใช้เครื่องคิดเลขได้) ส่วน Reading and Writing มี 96 ข้อ (Reading มี 52 ข้อ ส่วน Writing มี 44 ข้อ) (4) SAT เป็นข้อสอบที่ฝึกการคิดและตอบคำถามให้เร็วและถูกต้อง ดังนั้นเวลาเฉลี่ยในการตอบคำถามแต่ละข้อจึงอยู่ระหว่าง 47-87 วินาทีเท่านั้น (75 วินาทีต่อข้อในส่วน Reading/ 47 วินาทีต่อข้อในส่วน Writing/ 75 วินาทีต่อข้อในส่วน Mathematics ที่ใช้เครื่องคิดเลขได้/ 87 วินาทีต่อข้อในส่วน Mathematics ที่ใช้เครื่องคิดเลขไม่ได้) (5) เมื่อกล่าวถึง SAT โดยทั่วไปมักหมายถึง “SAT I” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “SAT Reasoning Test” ส่วน SAT II นั้นมีเรียกอีกอย่างว่า “SAT Subject Tests” (6) SAT เป็นการสอบแบบ Paper-based Test หรือการฝนคำตอบลงบนกระดาษคำตอบ ยกเว้นบางข้อของ Mathematics ที่ใช้วิธี “grid-in” หรือเขียนคำตอบลงในกระดาษคำตอบด้วย (7) จากข้อมูลของ College Board คะแนนเฉลี่ยในปี 2015 ของ Mathematics, Critical Reading และ Writing คือ 511, 495 และ 484 คะแนนตามลำดับ (8) ในสหรัฐอเมริกา นักเรียนสามารถเลือกสอบได้ทั้ง SAT และ ACT ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ SAT (8) ในสหรัฐอเมริกา นักเรียนสามารถเลือกสอบได้ทั้ง SAT และ ACT ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ SAT สมัครสอบ SAT ได้ที่ไหน การสมัครสอบ SAT สามารถทำผ่านทางเว็บไซด์ของ College Board ซึ่งเป็นองค์กรที่รับผิดชอบ การสอบ SAT โดยคลิกที่นี่เพื่อสมัครสอบ
 สอบ SAT ที่ไหน การสอบ SAT จะจัดขึ้นตามโรงเรียนนานาชาติทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตามรายชื่อต่อไปนี้ ศูนย์สอบในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 1 Bangkok Pattana International School 2 British Columbia International School Bangkok 3 Concordian International School 4 Harrow International School 5 International Community School of Bangkok 6 Keerapat International School 7 KIS International School 8 New International School of Thailand 9 Ruamrudee International School 10 Thai-Chinese International School 11 Wells International School ศูนย์สอบในต่างจังหวัด 1 British International School, Phuket 2 International School Eastern Seaboard (Burapha Golf Club), Chonburi 3 Chiang Mai International School, Chiang Mai 4 Lanna International School in Chiang Mai, Chiang Mai 5 Pream Tinsulanonda International School, Chiang Mai 6 QSI International School of Phuket สอบ SAT เมื่อไร การสอบ SAT ในไทยจะถูกจัดขึ้น 6 ครั้งต่อปี คือในเดือน Oct, Nov, Dec, Jan, May, Jun โดยจะประกาศรอบสอบทั้ง 6 รอบนี้ทางเว็บไซท์ในเดือนมิถุนายน (ประมาณวันที่ 10-11) ซึ่งน้องๆ สามารถสมัครสอบล่วงหน้าทั้ง 6 รอบได้ทันทีที่มีการประกาศวันสอบออกมา สอบ SAT ไปแล้วนานเท่าไรจึงจะรู้ผลสอบ การสอบ SAT จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะรู้ผลสอบ
 หลักสูตร NEW SAT 2016 ที่ TEST TUTOR เน้น
ระบบการสอนที่เข้าใจง่าย ไม่เน้นให้ท่องจำ เรียนรู้เทคนิคเพื่อพิชิตข้อสอบ
สร้างกระบวนการคิดให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์และเข้าใจโจทย์ NEW SAT ได้ด้วยตนเอง
เทคนิคในการวิเคราะห์โจทย์และตอบคำถาม สรุปเนื้อหาสำคัญในการทำข้อสอบ NEW SAT 2016
ตะลุยแนวข้อสอบที่นักเรียนจำเป็นต้องรู้ เสริมความเข้าใจ
ประเมินความสามารถของนักเรียนอย่างละเอียด เพื่อออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสมกับผู้เรียน
สอนสด ตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็ก (จำกัดนักเรียนไม่เกิน 5 คน)
ให้คำปรึกษา วางแผนตั้งแต่แนวทางการเรียนจนสอบเสร็จ รวมไปถึงการเลือกมหาวิทยาลัยที่จะศึกษาต่อ
ติดต่อได้ที่ TEST TUTOR : id line : all2060
email: testutor14@gmail.com
สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ในโครงบิสเนสปาร์ค หลังบิ๊กซีเอกตร้า ใกล้มหาวิทยาลัยพายัพ เลขที่ 161/9 ม.4 ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 สาขา2 อาคารภูสรวงเพลส ใกล้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เบอร์โทรติดต่อ 052-009489, 085-0300735, 085-6154412

ติว IGCSE เชียงใหม่ โดยติวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างชาติ

IGCSE คืออะไร IGCSE เป็นหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนนานาชาติที่ใช้ระบบอังกฤษ โดยหลักสูตร IGCSE เป็นการเรียนในระดับ Year 10-11 ผู้ที่สอบผ่าน IGCSE ตั้งแต่ 5 วิชาขึ้นไปโดยได้เกรด C หรือดีกว่าสามารถนำผลการสอบไปเทียบวุฒิระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อสมัครเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้หากมีผลสอบผ่านอย่างน้อย 1 วิชาภายในรอบ Oct/Nov 2016 เนื่องจากมีการเปลี่ยนกฎการเทียบวุฒิเมื่อ 11 ก.ค. 2559 ระบุว่าผู้ที่สอบ IGCSE ตั้งแต่ปี 2560 จะต้องมีผลสอบ IGCSE 5 วิชาและ AS/ A-Level อีก 3 วิชาด้วย แต่หากต้องการไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ หลังจากผ่านหลักสูตร IGCSE แล้วมักจะต้องเรียนหลักสูตรอื่นๆต่อ เช่น A-Level หรือ IB จึงจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการศึกษาของอังกฤษที่นี่ IGCSE เป็นหลักสูตรที่มีวิชาต่างๆให้สามารถเลือกเรียนได้ โดยมีวิชาให้เลือกมากกว่า 30 วิชา ผู้สอบสามารถเลือกทำข้อสอบวัดความรู้ในเนื้อหาวิชาแบบ Core (พื้นฐาน) หรือ แบบ Extended (ขั้นสูง) เพื่อให้สอดคล้องกับความรู้ของผู้สอบที่แตกต่างกัน โดยผู้สอบที่เลือกสอบแบบ Core จะได้เกรด C, D, E, F หรือ G เท่านั้น ในขณะที่ผู้สอบที่เลือกสอบแบบ Extended จะได้เกรดตั้งแต่ A*, A, B, C, D, E, F หรือ G รู้หรือไม่ ? 1. การสอบ IGCSE ไม่ได้จำกัดอายุขั้นต่ำและไม่จำเป็นต้องเรียนโรงเรียนนานาชาติ 2. หากจะสอบ IGCSE ให้ผ่านเกณฑ์เทียบระดับม.6 จะต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า C ใน 5 วิชาขึ้นไป 3. จากสถิติ 20 ปีของ aims วิชาที่คนส่วนใหญ่เลือกสอบ เช่น Math และ ESL เป็นต้น 4. ข้อสอบ IGCSE ส่วนใหญ่เป็นการเขียนแสดงคำตอบมีน้อยมากที่เป็น Multiple Choice 5. IGCSE มีการสอบ 2 ครั้งต่อปี ครั้งแรกในช่วง May/Jun และอีกครั้งในช่วง Oct/Nov 6. ผลสอบจะออกประมาณ 3 เดือนหลังสอบเสร็จ 7. เมื่อสอบผ่าน ให้นำใบคะแนนไปรวมกับผลสอบ AS/ A-Level อีก 3 วิชา (ต้องได้คะแนน C ขึ้นไป) เพื่อเทียบวุฒิม.ปลายกับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อเสร็จเรียบร้อยสามารถนำไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้ สามารถสมัครสอบ IGCSE ได้ที่ไหน 1. โรงเรียนนานาชาติที่ใช้ระบบอังกฤษ แต่ข้อแม้คือต้องเป็นนักเรียนของโรงเรียนนั้น คนนอกไม่อนุญาตให้สอบ ยกเว้น Harrow International School ที่อนุญาตให้คนนอกที่ไม่ได้เป็นนักเรียนของโรงเรียนเข้าไปสอบได้ โทรศัพท์ 02-503-7222 ต่อ 1150 2. บริติช เคาน์ซิล ประเทศไทย อยู่ที่สยามสแควร์ (ตึกศูนย์หนังสือจุฬาฯ) โทรศัพท์ 02 652 5480-9 ทั้งนี้ปัจจุบันใช้สนามสอบที่ชั้น 8 อาคารเวฟเพลส ถนนเพลินจิต (ติด BTS เพลินจิต) สอบ IGCSE ได้เมื่อไร การสอบ IGCSE มีช่วงเวลาในการสอบปีละ 2 ครั้งคือในช่วงเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน (May/Jun) และช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน (Oct/Nov) ดังตารางต่อไปนี้ ช่วงการสอบ May/Jun Oct/Nov ช่วงการสมัครปกติ Jan-early Feb Jul-early Aug ช่วงการสมัครล่าช้า Feb Aug รู้ผลคะแนนสอบ Aug Jan ค่าสมัครสอบโดยทั่วไปราคา 6,910-10,775 บาทต่อวิชา อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สมัครสอบล่าช้ากว่ากำหนด ผู้สอบจะต้องชำระค่าลงทะเบียนล่าช้า (Late Entry) เพิ่มเติมวิชาละ 3,100 บาท สามารถดูตารางการสมัครสอบได้ที่นี่ (คลิกที่ลิงค์ IGCSE ซึ่งมีให้เลือก 2 ลิงค์คือ British Council และ Harrow)
 น้องๆท่านไดมีปัญหาในวิชาไหน มาติวเข้มที่ Test Tutor ได้นะคะ
สาขา1 อยู่หลังบิ๊กซีเอกตร้า ใกล้มหาวิทยาลัยพายัพ เลขที่ 161/9 ม.4 ต. หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 สาขา2 อาคารภูสรวงเพลส ใกล้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ติดต่อสอบถามที่เบอร์โทรศัพท์ 052-009489,085-0300735, 085-6154412

ติวสอบ GED เชียงใหม่โดยติวเตอร์ผู้เชี่ยวชาญ

GED คืออะไร GED คือหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนในระดับม. ปลาย (High School) ในสหรัฐอเมริกา มีข้อสอบทั้งสิ้น 5 วิชา หากสอบผ่านทั้งหมดสามารถนำผลสอบ GED ไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้ โดยสามารถสอบ GED ได้หากมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ตามกฎที่เพิ่งประกาศเมื่อช่วงปลายปี 2014 อย่างไรก็ตาม นักเรียนที่มีอายุช่วง 16-17 ปีจะต้องให้ผู้ปกครองกรอกเอกสารอนุญาตให้ทำการสอบ (Consent Form) เสียก่อน ข้อดีของการสอบ GED คือผู้สอบไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำ (ใครๆก็สอบได้) ค่าใช้จ่ายในการสอบอยู่ที่ $50 ต่อวิชา ที่สำคัญคือการสอบ GED มีเปิดสอบตลอดทั้งปีและทราบผลการสอบทันที (ยกเว้นวิชา Writing ที่รอผลสอบประมาณ 2 วัน) ทำให้ผู้สอบสามารถสอบผ่านได้ในระยะเวลาไม่นานนักหากมีการเตรียมตัวสอบที่ดีพอ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2017 จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อสอบ GED โดยผลคะแนนเก่าจะไม่สามารถนำไปรวมกับผลคะแนนใหม่ได้ ดังนั้นผู้ที่ยังสอบข้อสอบปัจจุบันไม่ครบทั้ง 5 วิชา จำเป็นต้องสอบให้ผ่านทั้งหมดภายใน 30 เม.ย. 2017 มิฉะนั้นจะต้องสอบใหม่ทั้งหมด
 การสอบ GED 1. การสอบ GED เป็นแบบ Multiple Choice เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นวิชา Writing ที่มีการเขียน Essay ด้วย 2. หากจะสอบ GED ให้ผ่านจะต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 410 ในแต่ละวิชา (คะแนนเต็มในแต่ละวิชาคือ 800) และคะแนนรวม 5 วิชาไม่ต่ำกว่า 2,250 คะแนน 3. จากสถิติกว่า 14 ปีของ aims วิชาที่นักเรียนไทยมักจะทำคะแนนได้ค่อนข้างดีคือ Mathematics และ Science ส่วนวิชาที่ยากที่สุดคือ Reading ที่ชนะ Writing ไป 4. ค่าสอบ GED คือวิชาละ $50 5. เมื่อสอบผ่านจะได้เอกสาร 2 อย่างคือ Transcript และ Diploma ซึ่งต้องนำเอกสารทั้งสองนี้ไปใช้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องนำไปเทียบวุฒิ
 การเปลี่ยนแปลงข้อสอบ GED ในปี 2014

จากประกาศเดิมของทาง GED Testing Service ที่แจ้งว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการสอบ GED ในปี 2014 โดยมีผลให้คะแนนสอบเดิมไม่สามารถรวมกับคะแนนใหม่ รวมถึงระบบคะแนน เนื้อหาข้อสอบ ตลอดจนค่าสอบที่จะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยนั้น ล่าสุดในประเทศไทยยังใช้ระบบการสอบแบบเดิม (คะแนนเต็มวิชาละ 800/ สอบ 5 วิชา/ ค่าสอบวิชาละ $50) หรือในการสมัครสอบใน www.ged.com จะใช้ชื่อว่า 2002 series มีเพียงสหรัฐอเมริกาที่ใช้ระบบใหม่หรือ 2014 series



สิ่งที่ควรทราบในการสอบ GED

1. สถานที่ในการจัดสอบในประเทศไทยมีอยู่ 3 แห่งคือ
1.1 The Enterprise Resources Training Co.Ltd. ชั้น 3 อาคารชาญอิสสระ 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02 718 1599
1.2 Pearson Professional Centers-Bangkok, Thailand ชั้น 10 อาคาร Bangkok Business ถนนอโศก กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 02 664 3563
1.3 Movaci Technology 420/11-13 ถนนช้างคลาน ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ. เชียงใหม่ โทรศัพท์ 053 920 555
1.4 Phuket Academic Language School 66/19 ถนนวิจิตรสงคราม อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต

2. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการรับรอง/เทียบวุฒิการศึกษาสำหรับประเทศไทยคือ กองเทียบวุฒิ (ตึกหน้าข้างสระน้ำ) กระทรวงศึกษาธิการ โทรศัพท์ 02 288 5790-1 (ปัจจุบันสามารถนำใบ GED Diploma และ Transcript ที่ออกโดย Maine Department of Education, Mississippi และ District of Columbia ไปสมัครเรียนกับมหาวิทยาลัยได้เลยโดยไม่ต้องไปเทียบวุฒิ)

3. ผู้สอบต้องไปถึงสถานที่สอบอย่างน้อย 15 นาทีก่อนเวลาสอบ

4. ผู้สอบต้องนำบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทาง (Passport) ไปแสดงตัวเวลาสอบ

5. ในการสอบวิชา Mathematics ห้ามผู้สอบนำเครื่องคิดเลขทุกชนิดเข้าไปในห้องสอบ

สนใจติวเข้มได้ที่ 
www.testchiangmai.com สาขา 1 สถานที่ตั้งเลขที่ 161/9 หลังบิ๊กซีเอ๊กตร้า ใกล้มหาวิทยาลัยพายัพ ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 สาขา 2 ใต้ตึกภูสรวงเพลส ติดคันคลอง ใกล้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โทรศัพท์ 052-009489, 085-0300735, 0856154412